วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เกิดอะไรกันแน่ที่ “ทังกัสกา” ปริศนากว่าศตวรรษยังคงคาใจ??3

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ทะเลสาบ เชคโกซึ่งไม่เคยอยู่ในแผนที่ก่อนเกิดเหตุการณ์ทังกัสกาเลย และทีมสำรวจจากอิตาลีจะได้เข้าไปสำรวจในปีหน้า หลังข้อมูลเรดาร์ระบุมีวัตถุหนาแน่นอยู่ก้นทะเลสาบ (ภาพจากมหาวิทยาลัยโบลอกนา/บีบีซีนิวส์)

ส่วนหนึ่งของป่าทังกัสกาในปัจจุบันซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เมื่อ 100 ปีก่อน และยังคงเป็นที่สนใจ (ภาพจากบีบีซีนิวส์)

ภาพ บน (จากมหาวิทยาลับโบโลญญา) สภาพป่าทังกัสกาในปัจจุบัน ที่ยังคงเห็นต้นไม้ที่ล้มระเนระนาดจากเหตุการณ์เมื่อ 100 ปีก่อน และภาพล่าง (จากบีบีซีนิวส์) กระท่อมที่กูลิกและคณะใช้พักระหว่างสำรวจสถานที่เกิดเหตุทังกัสกา


อ่านเริ่มต้นใหม่

เกิดอะไรกันแน่ที่ “ทังกัสกา” ปริศนากว่าศตวรรษยังคงคาใจ??2

กระทั่งเมื่อ 2470 ลีโอนิด กูลิก (Leonid Kulik) ผู้เชี่ยวชาญด้านอุกกาบาตชาวรัสเซียได้นำทีมสำรวจพื้นที่เพื่อค้นหาร่องรอยที่เหลือ แต่เขาก็ล้มเหลวในการค้นหาหลุมที่เกิดจากการชน

หลังจากนั้นทีมสำรวจในอีก 33 ปีก็ยังคงล้มเหลวในการค้นหาหลุมอุกกาบาต นักวิทยาศาสตร์จึงเผชิญกับความลึกลับของเหตุการณ์ทังกัสกาที่สร้างความเสีย มากกว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่กลับไม่ทิ้งร่องรอยไว้

อีกทั้งเมื่อทศวรรษก่อน นักวิจัยหลายคนคาดเดาว่า อุกกาบาตที่พุ่งชนโลกนั้นน่าจะมีความกว้างราวๆ 30 เมตร และมีมวล 560,000 ตัน แต่การจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ล่าสุดบ่งชี้ว่า อุกกาบาตที่เป็นสาเหตุของความเสียหายใหญ่โตนี้มีขนาดเล็กกว่าที่เคยคาดไว้ มาก

มาร์ก บอสลาฟ (Mark Boslough) นักฟิสิกส์จากห้องปฏิบัติการแซนเดียแห่งสหรัฐฯ ในอัลบูเคอร์คิว (Sandia National Laboratory in Albuquerque) นิวเม็กซิโก พร้อมด้วยคณะระบุว่า อุกกาบาตแห่งทังกัสกานี้น่าจะเล็กกว่าที่เคยคาด 3-4 เท่า และมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 20 เมตร

“เมื่อ อุกกาบาตระเบิดหลังจากพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก บอสลาฟและคณะคำนวณว่าจะเกิดก๊าซที่ร้อนยิ่งยวด และมีความเร็วเหนือเสียง ลูกไฟที่เกิดขึ้นเป็นสาเหตุของคลื่นระเบิดที่สร้างความเสียหายรุนแรงกว่าที่ เคยคิดกัน” สเปซดอตคอมรายงานสิ่งที่บอสลาฟและคณะคำนวณได้

บางทฤษฎีว่า การระเบิดในทุ่งทังกัสกานั้นน่าจะเกิดขึ้นจากใต้แผ่นดินนี่เอง โดยโวล์ฟกัง คุนด์ท (Wolfgang Kundt) นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยบอนน์ (University of Bonn) ในเยอรมนี และนักวิทยาศาสตร์บางส่วนแสดงความเห็นว่า เปลวไฟซึ่งสว่างถึงขั้นที่ชาวลอนดอน สามารถอ่านหนังสือในย่ามค่ำคืนได้อย่างสบายๆ นั้นน่าจะเกิดจากการปะทุของก๊าซธรรมชาติในคิมเบอร์ไลต์ (kimberlite) หินภูเขาไฟซึ่งรู้จักกันดีว่าบางครั้งเราอาจพบเพชรในหินชนิดนี้

“อาจ เกิดจากของเหลวภายในโลกซึ่งอยู่ลึกลงไป 3,000 กิโลเมตร ก๊าซธรรมชาติถูกกักเก็บไว้ในรูปของเหลว และเมื่อสัมผัสอากาศก็กลายเป็นก๊าซที่มีปริมาตรเพิ่มขึ้นเป็นพันเท่า แล้วเกิดระเบิดครั้งใหญ่ขึ้น” คุนด์ทกล่าว และเพื่อสนับสนุนแนวคิดนี้เขาได้อ้างถึงลักษณะของต้นไม้และสารเคมีที่ผิดปกติ

อีกทฤษฎีที่น่าสนใจซึ่งบีบีซีนิวส์รายงานไว้ คือ อุกกาบาตที่ถล่มทังกัสกาอาจเป็นชิ้นส่วนของดาวหางเองเค (Encke) ซึ่งสายธารฝุ่นของดาวหางดวงนี้ ทำให้เกิดฝนดาวตกเบตาทอริดส์ (Beta Taurids) ระหว่างเดือน มิ.ย.-ก.ค.ของทุกปี และเป็นช่วงเดือนใกล้เคียงกับที่เหตุการณ์ทังกัสกา และหากมีหลุมขนาดใหญ่สักแห่งก็จะนำไปสู่ทฤษฎีใหม่ๆ ที่เชื่อมโยงเหตุการณ์ทังกัสกาได้

อย่างไรก็ดี เมื่อปี 2550 จูเซปเป ลองโก (Giuseppe Longo) และคณะจากมหาวิทยาลัยโบโลญญา (University of Bologna) อิตาลี ระบุว่าพวกเขาอาจพบบางสิ่งที่กูลิกได้พลาดไปเมื่อหลายปีก่อน โดยทะเลสาบเชกโก (Lake Cheko) นั้นไม่เคยปรากฏอยู่ในแผนที่มาก่อนปีที่เกิดเหตุการณ์ทังกัสกาเลย อีกทั้งตำแหน่งของทะเลสาบยังอยู่กึ่งกลางทางตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางที่อุกกาบาตลึกลับตกสู่โลก

ตามข้อมูลจาก ดร.ลองโก ระบุว่า สัญญาณเรดาร์นั้นแสดงให้เห็นถึงวัตถุที่มีความหนาแน่นสูงอยู่ก้นทะเลสาบ โดยฝังลึกลงไป 10 เมตร ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจเป็นส่วนหนึ่งของอุกกาบาตที่ถล่มทังกัสกา และทีมของเขาก็เตรียมทำการสำรวจพื้นที่ดังกล่าวในปี 2552 เพื่อหาความเป็นไปได้ในข้อสันนิษฐานดังกล่าว

ปัจจุบันมีข้อทฤษฎีต่อเหตุการณ์มาทังกัสกามากกว่า 20 ข้อ บ้างก็ว่ามาจากจานบินลึกลับ ปฏิสสาร วันสิ้นโลกและหลุมดำ แต่ก็ไม่มีทฤษฎีใดที่มีหลักฐานชี้ชัด ซึ่งเมื่อปลายเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์จากทั่วรัสเซียก็ได้รวมตัวกันเพื่อถกเถียงเรื่องนี้ในการ ประชุมว่าด้วยเรื่องทังกัสกาโดยเฉพาะ และมีการใช้เทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์มากกว่าเทคนิคดั้งเดิม เพื่อหาสาเหตุที่ทำลายพื้นที่ไซบีเรียอันห่างไกล แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุปใดๆ ออกมา

อ่านต่อ
อ่านต้นเรื่องใหม่

เกิดอะไรกันแน่ที่ “ทังกัสกา” ปริศนากว่าศตวรรษยังคงคาใจ??

สภาพป่าทังกัสกาหลังถูก ลูกไฟเผาอย่างลึกลับซึ่งคณะสำรวจของกูลิกบันทึกไว้หลังเดินทางเข้าไปสำรวจ 19 ปีหลังจากเกิดเหตุ (ภาพจากไซน์เดลี)

ผ่านไป 100 ปี เหตุการณ์อุกกาบาตถล่มป่า “ทังกัสกา” ยังคงเป็นปริศนา และมีคำถามที่คาใจว่าวัตถุที่มีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงนี้คืออะไร บ้างก็ตั้งคำถามวัตถุลึกลับดังกล่าวมาจากนอกโลกจริง หรือเป็นวัตถุที่ในโลกของเราเอง ขณะที่นักวิทย์อีกกลุ่มพบทะเลสาบที่เกิดขึ้นหลังเหตุอุกกาบาตถล่มโลก เตรียมสำรวจหาความเชื่อมโยงปีหน้า

ย้อนกลับไป 100 ปีก่อน เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2451 เกิดเหตุระเบิดขึ้นใกล้กับแม่น้ำพอดกาเมนนายา ทังกัสกา (Podkamennaya Tunguska River) ด้วยความรุนแรงที่สเปซดอตคอมระบุว่า เทียบเท่าระเบิดทีเอ็นที 10-20 เมกะตัน เรียกได้ว่ารุนแรงกว่าระเบิดปรมาณูที่ถล่มเมืองฮิโรชิมาของญี่ปุ่นกว่า 1,000 เท่าเลยทีเดียว และสร้างความเสียหายให้แก่พื้นที่โดยรอบ 2,150 ตารางกิโลเมตร

ตามรายงานของเอเอฟพี และสเปซเดลี ยังระบุอีกว่า อุกกาบาต มหาภัยนี้เผาผลาญต้นไม้ในป่าแถบไซบีเรียไป 80 ล้านต้น อีกทั้งยังทำให้เกิดความรุนแรงเทียบเท่าแผ่นดินไหว 5 ริกเตอร์ ซึ่งรับรู้ได้ไกลถึงประเทศอังกฤษเลยทีเดียว และเนื่องจากการหมุนของโลก หากอุกกาบาตนี้ตกช้าไป 4 ชั่วโมง 47 นาที จะทำให้เซนต์ปีเตอร์เบิร์ก อดีตเมืองหลวงของรัสเซียตกเป็นเป้านิ่งและถูกทำลายอย่างย่อยยับทันที

เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับการขนานนามตามชื่อแม่น้ำซึ่งอยู่ใกล้สถานที่ เกิดเหตุ ถึงแม้จะเป็นเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนไปทั่วโลก แต่สถานการณ์การเมืองโลกตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 การปฏิวัติรัสเซียไปจนถึงสงครามกลางเมืองต่างๆ ก็ได้เบียดบังความสนใจชาวโลกให้ลืมมันไปเกือบ 20 ปีเลยทีเดียว

อ่านต่อ

คนที่ฉลาดที่สุดในโลก

คนนี้เป็นคนที่ได้รับฉายาว่าเป็นนักวิทยาศาตร์ที่เก่งที่สุดในโลกต่อจาก ไอซ์สไต เลยทีเดียว
เขาชื่อ สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง

"ฮอว์กิง" พลิกแนวคิดเรื่อง "หลุมดำ" ที่เชื่อมากว่า 30 ปี

สตีเฟน ฮอว์กิง นักคณิตศาสตร์และนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เจ้าของทฤษฎีหลุมดำที่มีผู้เชื่อถือมากที่สุดในตอนนี้ กลับออกมาเผยข้อค้นพบใหม่ว่าตัวเขาคิดผิด
เอพี/รอยเตอร์ - " สตีเฟน ฮอว์กิง" เจ้าของทฤษฎี "หลุมดำ" ยอมรับสิ่งที่คิดมาตลอด 30 ปีเกี่ยวกับ“หลุมดำ” นั้นผิด หลังพบว่ามีบางอย่างสามารถเล็ดลอดออกมาได้แทนที่จะหายสูญเหมือนอย่างที่เคย ยืนยันมาตลอด ดังนั้นช่องทางย้อนอดีตของดาว และการทำนายอนาคตของจักรวาลจึงสว่างขึ้น

สตีเฟน ฮอว์กิง นักคณิตศาสตร์และนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เจ้าของผลงาน “ประวัติย่อของกาลเวลา” หรือ “A Brief History of Time” หนังสืออธิบายทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ว่าด้วยความเป็นไปของกาลเวลาและอวกาศ พร้อมทั้งภาวการณ์ทางฟิสิกส์ของ "หลุมดำ" ที่เชื่อถือกันมากที่สุดในโลกเวลานี้ เปิดเผยว่า ทั้งเขาและนักวิทยาศาสตร์อื่นๆ ต่างคิดผิดในเรื่องของหลุมดำ เพราะแท้ที่จริงแล้วหลุมดำได้อนุญาตให้ข้อมูลผ่านไปได้

“ผมได้คิดถึงปัญหานี้มากว่า 30 ปี และตอนนี้ก็สามารถหาคำตอบให้ได้แล้ว” ฮอว์กิงเปิดเผยเป็นครั้งแรกผ่านรายการนิวส์ไนท์ของสถานีโทรทัศน์บีบีซี เมื่อค่ำวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยระบุว่า “หลุม ดำสามารถปรากฏตัวเป็นรูปร่าง แต่ต่อมาก็จะเปิดเผยและปลดปล่อยข้อมูลออกมาว่ามีอะไรตกไปข้างในบ้าง นั่นจะทำให้เรามั่นใจได้ว่าอดีตที่ผ่านมาเป็นอย่างไร อีกทั้งยังสามารถทำนายอนาคตได้อีกด้วย”

ภาพจำลองหลุมดำที่ดูดทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเข้าไป และตามความคิดเดิมของฮอว์กิงคือไม่ยอมให้อะไรผ่านออกมาได้แม้แต่แสง
“หลุมดำ” หรือ Black Hole อาจเปรียบเสมือนดาวฤกษ์ที่ตายแล้ว ดาวที่จะกลายเป็นหลุมดำนั้นคือ ดาวที่มีแสงสว่างในตัวเอง เช่น ดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นก้อนก๊าซร้อนๆ ที่ลอยเคว้งคว้างอยู่ในอวกาศ โดยมีไฮโดรเจนและฮีเลียมเป็นองค์ประกอบหลัก พลังงานที่เราได้รับจากดวงอาทิตย์นั้น เกิดจากปฏิกริยานิวเคลียร์ที่ในแกนกลางของดาวและปฏิกริยานิวเคลียร์ที่ว่า นี้นอกจากจะให้แสงสว่างแล้ว ยังทำให้เกิดแรงดันมหาศาลจากภายในดาวซึ่งจะทำหน้าที่พยุงไม่ให้ดาวทั้งดวง เกิดการยุบตัวลง

ทั้งนี้ เมื่อเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่มีอยู่ถูกเผาใหม้หมดไปดาวจะเกิดการระเบิดอย่างรุนแรง ที่เรียกว่า "ซุปเปอร์โนวา" (Supernova) ผิวนอกของดาวจะระเบิดตัวกระจายอยู่รอบๆ ส่วนแกนกลางของดาวจะยุบตัวลงอย่างรวดเร็ว การยุบตัวนี้จะทำให้ดาวกลายสภาพเป็นหลุมดำได้ก็ต่อเมื่อดาวมีมวลมากขึ้นไป อีกเกินกว่าขีดจำกัด จนทำให้ดาวยุบตัวเองจนกลายเป็นจุดที่มีความหนาแน่นเป็นอนันต์ และเมื่อนั้นก็จะเกิดหลุมดำ ดาวดวงนั้นก็จะหายวับไปจากอวกาศ

เดิมทีนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าหลุมดำจะดูดทุกสรรพสิ่งเข้าไปโดยไม่ปลดปล่อยสิ่งใดออกมาเลยแม้แต่แสง อันเนื่องจากฮอว์กิงได้ปฏิวัติความคิดเรื่องการเกิดหลุมดำเมื่อปี 1976 ด้วยการแสดงผลการศึกษาที่ชี้ชัดว่า ด้วยทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัมว่า ทันทีที่หลุมดำก่อตัวขึ้นก็จะเริ่มปลดปล่อยพลังงานและมวลสารทั้งหลายออกมา ด้วยการ "ระเหิด" ฟุ้งกระจายไปทั่ว ฮอว์กิงสรุปไว้ในตอนนั้นว่า พลังงานและสสารที่ถูกปลดปล่อยออกมาจะไม่มี "ข้อมูล" ที่อาจบ่งชี้ถึงการเกิดและดับสูญของดวงดาวได้

“หลายๆ ต่อหลายคนก็ยังเชื่อว่ามีข้อมูลบางอย่างหลุดรอดออกมาจากหลุมดำได้ แต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่ามันจะออกมาได้อย่างไร” ฮอว์กิงกล่าว ก่อนที่จะประกาศ ว่าเขาสามารถไขปริศนาข้อนี้ได้แล้ว และเตรียมนำเสนอรายละเอียดเพื่ออธิบายเรื่องนี้ในที่ประชุมนานาชาติว่าด้วย ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปและแรงโน้มถ่วง ในวันที่ 21 ก.ค. ณ กรุงดับลิน ประเทศไอร์แลนด์

อย่างไรก็ดี เมื่อฮอว์กิงพิสูจน์ความเป็นจริงข้อนี้ได้ ก็จะทำให้แนวความคิดเดิมของเขาผิดพลาดโดยสิ้นเชิง และจะทำให้คิป ธอร์น นักทฤษฎีฟิสิกส์จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย ที่สนับสนุนทฤษฎีของฮอว์กิง แพ้เดิมพันจอห์น เพรสกิลล์ เพื่อนนักฟิสิกส์ร่วมสถาบันที่ค้านทฤษฎีนี้ นอกจากนั้นยังเป็นการเปิดทางไปสู่การไขปริศนาสำคัญเรื่องการเกิดและทำนายการ แตกดับของจักรวาลได้อีกด้วย

สตีเฟน ฮอว์กิง นักคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ชาวอังกฤษ ปัจจุบันอายุ 62 ปี ได้รับการยกย่องในวงการวิทยาศาสตร์ว่า เป็นนักทฤษฎีฟิสิกส์ที่ปราดเปรื่องที่สุดนับตั้งแต่ยุคของไอน์สไตน์ โดยใช้ชีวิตช่วง 30 ปีหลังศึกษาเกี่ยวกับหลุมดำโดยเฉพาะ เพื่อไขปริศนาของจักรวาล โดยได้เขียนหนังสือด้านวิทยาศาสตร์หลายเล่ม ซึ่งนอกจากเรื่อง “ประวัติย่อของกาลเวลา” จะเป็นเพชรน้ำเอกในวงการฟิสิกส์แล้ว เขายังมีหนังสือเด็ดอีก 2 เล่มนั่นก็คือ “Black Hole and Baby Universe” และ “จักรวาลในเปลือกนัท” (The Universe in a Nutshell)

การฝึกสมองอาจจะช่วยให้ฉลาดขึ้นได้จริงๆ

งานวิจัยล่าสุดจากคณะจิตวิทยามหาวิทยาลัยมิชิแกน อาจจะเป็นหลักฐานชิ้นแรกที่แสดงว่าการฝึกสมองช่วยให้เราฉลาดขึ้นได้จริง (ตอนนี้เรียกได้ว่าเป็นความเชื่อซะมากกว่าครับ เพราะไม่มีงานวิจัยรองรับ)

งานนี้เรียกว่าสร้างความตื่นเต้นได้มากพอสมควรครับ เพราะงานวิจัยที่ผ่านๆมา ไม่มีงานไหนเลยที่สามารถแสดงให้เห็นได้ว่า ผลจากการฝึกอย่างหนึ่งสามารถส่งผ่านไปยังการทดสอบอีกแบบหนึ่งได้ เช่นฝึกในแบบฝึก A ก็จะทำแบบฝึก A เก่งขึ้น แต่พอไปทำแบบฝึก B ก็ง่อยพอๆกับคนไม่เคยฝึกแบบฝึก A มาก่อน

แต่ในงานวิจัยนี้พบว่าการฝึก “ความทรงจำเฉพาะหน้า” (แบบฝึก A) สามารถส่งผลต่อการทดสอบ “ความเฉลียวฉลาดแบบยืดหยุ่น” (แบบทดสอบ B) ได้ครับ และผลทดสอบที่เพิ่มขึ้นนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับปริมาณการฝึกด้วย (ยิ่งฝึกเยอะยิ่งทดสอบได้คะแนนเพิ่มขึ้นเยอะ)

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สุดยอดบ้านแปลกทั่วโลก 5

41. Pickle Barrel House (Grand Marais, Michigan, United States)

Photobucket

42. The Egg (Empire State Plaza, Albany, New York, United States)

Photobucket

43. Gherkin Building (London, UK)

Photobucket

44. Nord LB building (Hannover, Germany)

Photobucket

45. Lloyd’s building (London, UK)

Photobucket

46. “Druzhba Holiday Center Hall (Yalta, Ukraine)


Photobucket

47. Fuji television building (Tokyo, Japan)

Photobucket

48. UCSD Geisel Library (San Diego, California, United States)

Photobucket

49. Ripley’s Building (Ontario, Canada)

Photobucket

50. The Bank of Asia a.k.a Robot Building (Bangkok, Thailand)

Photobucket

BACK

สุดยอดบ้านแปลกทั่วโลก 4

31. Wooden Gagster House (Archangelsk, Russia)

Photobucket

32. Air Force Academy Chapel (Colorado, United States)

Photobucket

33. Solar Furnace (Odeillo, France)

Photobucket

34. Dome House (Florida, United States)

Photobucket

35. Beijing National Stadium (Beijing, China)

Photobucket

36. Fashion Show Mall (Las Vegas, United States)

Photobucket


37. Luxor Hotel & Casino (Las Vegas, United States)

Photobucket

38. Zenith Europe (Strasbourg, France)

Photobucket

39. Civic Center (Santa Monica)

Photobucket

40. Mammy’s Cupboard (Natchez, MS, United States)

Photobucket

BACK / NEXT

สุดยอดบ้านแปลกทั่วโลก 3

21. The Ufo House (Sanjhih, Taiwan)

Photobucket

22. The Hole House (Texas, United States)

Photobucket

23. Ryugyong Hotel (Pyongyang, North Korea)

Photobucket

24. The National Library (Minsk, Belarus)

Photobucket

25. Grand Lisboa (Macao)

Photobucket

26. Wall House (Groningen, Netherlands)

Photobucket

27. Guggenheim Museum (Bilbao, Spain)

Photobucket

28. Bahá’í House of Worship a.k.a Lotus Temple (Delhi, India)

Photobucket

29. Container City (London, UK)

Photobucket

30. Erwin Wurm: House Attack (Viena, Austria)

Photobucket

สุดยอดบ้านแปลกทั่วโลก 2

11. Chapel in the Rock (Arizona, United States)

Photobucket

12. Dancing Building (Prague, Czech Republic)

Photobucket

13. Calakmul building a.k.a La Lavadora a.k.a The Washing Mashine (Mexico, Mexico)

Photobucket

14. Kettle House (Texas, United States)

Photobucket

15. Manchester Civil Justice Centre (Manchester, UK)

Photobucket

16. Nakagin Capsule Tower (Tokyo, Japan)

Photobucket

17. Mind House (Barcelona, Spain)

Photobucket

18. Stone House (Guimarães, Portugal)

Photobucket

19. Shoe House (Pennsylvania, United States)

Photobucket

20. Weird House in Alps

Photobucket

BACK / NEXT