แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิทยาศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิทยาศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เกิดอะไรกันแน่ที่ “ทังกัสกา” ปริศนากว่าศตวรรษยังคงคาใจ??3

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ทะเลสาบ เชคโกซึ่งไม่เคยอยู่ในแผนที่ก่อนเกิดเหตุการณ์ทังกัสกาเลย และทีมสำรวจจากอิตาลีจะได้เข้าไปสำรวจในปีหน้า หลังข้อมูลเรดาร์ระบุมีวัตถุหนาแน่นอยู่ก้นทะเลสาบ (ภาพจากมหาวิทยาลัยโบลอกนา/บีบีซีนิวส์)

ส่วนหนึ่งของป่าทังกัสกาในปัจจุบันซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เมื่อ 100 ปีก่อน และยังคงเป็นที่สนใจ (ภาพจากบีบีซีนิวส์)

ภาพ บน (จากมหาวิทยาลับโบโลญญา) สภาพป่าทังกัสกาในปัจจุบัน ที่ยังคงเห็นต้นไม้ที่ล้มระเนระนาดจากเหตุการณ์เมื่อ 100 ปีก่อน และภาพล่าง (จากบีบีซีนิวส์) กระท่อมที่กูลิกและคณะใช้พักระหว่างสำรวจสถานที่เกิดเหตุทังกัสกา


อ่านเริ่มต้นใหม่

เกิดอะไรกันแน่ที่ “ทังกัสกา” ปริศนากว่าศตวรรษยังคงคาใจ??2

กระทั่งเมื่อ 2470 ลีโอนิด กูลิก (Leonid Kulik) ผู้เชี่ยวชาญด้านอุกกาบาตชาวรัสเซียได้นำทีมสำรวจพื้นที่เพื่อค้นหาร่องรอยที่เหลือ แต่เขาก็ล้มเหลวในการค้นหาหลุมที่เกิดจากการชน

หลังจากนั้นทีมสำรวจในอีก 33 ปีก็ยังคงล้มเหลวในการค้นหาหลุมอุกกาบาต นักวิทยาศาสตร์จึงเผชิญกับความลึกลับของเหตุการณ์ทังกัสกาที่สร้างความเสีย มากกว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่กลับไม่ทิ้งร่องรอยไว้

อีกทั้งเมื่อทศวรรษก่อน นักวิจัยหลายคนคาดเดาว่า อุกกาบาตที่พุ่งชนโลกนั้นน่าจะมีความกว้างราวๆ 30 เมตร และมีมวล 560,000 ตัน แต่การจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ล่าสุดบ่งชี้ว่า อุกกาบาตที่เป็นสาเหตุของความเสียหายใหญ่โตนี้มีขนาดเล็กกว่าที่เคยคาดไว้ มาก

มาร์ก บอสลาฟ (Mark Boslough) นักฟิสิกส์จากห้องปฏิบัติการแซนเดียแห่งสหรัฐฯ ในอัลบูเคอร์คิว (Sandia National Laboratory in Albuquerque) นิวเม็กซิโก พร้อมด้วยคณะระบุว่า อุกกาบาตแห่งทังกัสกานี้น่าจะเล็กกว่าที่เคยคาด 3-4 เท่า และมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 20 เมตร

“เมื่อ อุกกาบาตระเบิดหลังจากพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก บอสลาฟและคณะคำนวณว่าจะเกิดก๊าซที่ร้อนยิ่งยวด และมีความเร็วเหนือเสียง ลูกไฟที่เกิดขึ้นเป็นสาเหตุของคลื่นระเบิดที่สร้างความเสียหายรุนแรงกว่าที่ เคยคิดกัน” สเปซดอตคอมรายงานสิ่งที่บอสลาฟและคณะคำนวณได้

บางทฤษฎีว่า การระเบิดในทุ่งทังกัสกานั้นน่าจะเกิดขึ้นจากใต้แผ่นดินนี่เอง โดยโวล์ฟกัง คุนด์ท (Wolfgang Kundt) นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยบอนน์ (University of Bonn) ในเยอรมนี และนักวิทยาศาสตร์บางส่วนแสดงความเห็นว่า เปลวไฟซึ่งสว่างถึงขั้นที่ชาวลอนดอน สามารถอ่านหนังสือในย่ามค่ำคืนได้อย่างสบายๆ นั้นน่าจะเกิดจากการปะทุของก๊าซธรรมชาติในคิมเบอร์ไลต์ (kimberlite) หินภูเขาไฟซึ่งรู้จักกันดีว่าบางครั้งเราอาจพบเพชรในหินชนิดนี้

“อาจ เกิดจากของเหลวภายในโลกซึ่งอยู่ลึกลงไป 3,000 กิโลเมตร ก๊าซธรรมชาติถูกกักเก็บไว้ในรูปของเหลว และเมื่อสัมผัสอากาศก็กลายเป็นก๊าซที่มีปริมาตรเพิ่มขึ้นเป็นพันเท่า แล้วเกิดระเบิดครั้งใหญ่ขึ้น” คุนด์ทกล่าว และเพื่อสนับสนุนแนวคิดนี้เขาได้อ้างถึงลักษณะของต้นไม้และสารเคมีที่ผิดปกติ

อีกทฤษฎีที่น่าสนใจซึ่งบีบีซีนิวส์รายงานไว้ คือ อุกกาบาตที่ถล่มทังกัสกาอาจเป็นชิ้นส่วนของดาวหางเองเค (Encke) ซึ่งสายธารฝุ่นของดาวหางดวงนี้ ทำให้เกิดฝนดาวตกเบตาทอริดส์ (Beta Taurids) ระหว่างเดือน มิ.ย.-ก.ค.ของทุกปี และเป็นช่วงเดือนใกล้เคียงกับที่เหตุการณ์ทังกัสกา และหากมีหลุมขนาดใหญ่สักแห่งก็จะนำไปสู่ทฤษฎีใหม่ๆ ที่เชื่อมโยงเหตุการณ์ทังกัสกาได้

อย่างไรก็ดี เมื่อปี 2550 จูเซปเป ลองโก (Giuseppe Longo) และคณะจากมหาวิทยาลัยโบโลญญา (University of Bologna) อิตาลี ระบุว่าพวกเขาอาจพบบางสิ่งที่กูลิกได้พลาดไปเมื่อหลายปีก่อน โดยทะเลสาบเชกโก (Lake Cheko) นั้นไม่เคยปรากฏอยู่ในแผนที่มาก่อนปีที่เกิดเหตุการณ์ทังกัสกาเลย อีกทั้งตำแหน่งของทะเลสาบยังอยู่กึ่งกลางทางตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางที่อุกกาบาตลึกลับตกสู่โลก

ตามข้อมูลจาก ดร.ลองโก ระบุว่า สัญญาณเรดาร์นั้นแสดงให้เห็นถึงวัตถุที่มีความหนาแน่นสูงอยู่ก้นทะเลสาบ โดยฝังลึกลงไป 10 เมตร ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจเป็นส่วนหนึ่งของอุกกาบาตที่ถล่มทังกัสกา และทีมของเขาก็เตรียมทำการสำรวจพื้นที่ดังกล่าวในปี 2552 เพื่อหาความเป็นไปได้ในข้อสันนิษฐานดังกล่าว

ปัจจุบันมีข้อทฤษฎีต่อเหตุการณ์มาทังกัสกามากกว่า 20 ข้อ บ้างก็ว่ามาจากจานบินลึกลับ ปฏิสสาร วันสิ้นโลกและหลุมดำ แต่ก็ไม่มีทฤษฎีใดที่มีหลักฐานชี้ชัด ซึ่งเมื่อปลายเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์จากทั่วรัสเซียก็ได้รวมตัวกันเพื่อถกเถียงเรื่องนี้ในการ ประชุมว่าด้วยเรื่องทังกัสกาโดยเฉพาะ และมีการใช้เทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์มากกว่าเทคนิคดั้งเดิม เพื่อหาสาเหตุที่ทำลายพื้นที่ไซบีเรียอันห่างไกล แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุปใดๆ ออกมา

อ่านต่อ
อ่านต้นเรื่องใหม่

เกิดอะไรกันแน่ที่ “ทังกัสกา” ปริศนากว่าศตวรรษยังคงคาใจ??

สภาพป่าทังกัสกาหลังถูก ลูกไฟเผาอย่างลึกลับซึ่งคณะสำรวจของกูลิกบันทึกไว้หลังเดินทางเข้าไปสำรวจ 19 ปีหลังจากเกิดเหตุ (ภาพจากไซน์เดลี)

ผ่านไป 100 ปี เหตุการณ์อุกกาบาตถล่มป่า “ทังกัสกา” ยังคงเป็นปริศนา และมีคำถามที่คาใจว่าวัตถุที่มีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงนี้คืออะไร บ้างก็ตั้งคำถามวัตถุลึกลับดังกล่าวมาจากนอกโลกจริง หรือเป็นวัตถุที่ในโลกของเราเอง ขณะที่นักวิทย์อีกกลุ่มพบทะเลสาบที่เกิดขึ้นหลังเหตุอุกกาบาตถล่มโลก เตรียมสำรวจหาความเชื่อมโยงปีหน้า

ย้อนกลับไป 100 ปีก่อน เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2451 เกิดเหตุระเบิดขึ้นใกล้กับแม่น้ำพอดกาเมนนายา ทังกัสกา (Podkamennaya Tunguska River) ด้วยความรุนแรงที่สเปซดอตคอมระบุว่า เทียบเท่าระเบิดทีเอ็นที 10-20 เมกะตัน เรียกได้ว่ารุนแรงกว่าระเบิดปรมาณูที่ถล่มเมืองฮิโรชิมาของญี่ปุ่นกว่า 1,000 เท่าเลยทีเดียว และสร้างความเสียหายให้แก่พื้นที่โดยรอบ 2,150 ตารางกิโลเมตร

ตามรายงานของเอเอฟพี และสเปซเดลี ยังระบุอีกว่า อุกกาบาต มหาภัยนี้เผาผลาญต้นไม้ในป่าแถบไซบีเรียไป 80 ล้านต้น อีกทั้งยังทำให้เกิดความรุนแรงเทียบเท่าแผ่นดินไหว 5 ริกเตอร์ ซึ่งรับรู้ได้ไกลถึงประเทศอังกฤษเลยทีเดียว และเนื่องจากการหมุนของโลก หากอุกกาบาตนี้ตกช้าไป 4 ชั่วโมง 47 นาที จะทำให้เซนต์ปีเตอร์เบิร์ก อดีตเมืองหลวงของรัสเซียตกเป็นเป้านิ่งและถูกทำลายอย่างย่อยยับทันที

เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับการขนานนามตามชื่อแม่น้ำซึ่งอยู่ใกล้สถานที่ เกิดเหตุ ถึงแม้จะเป็นเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนไปทั่วโลก แต่สถานการณ์การเมืองโลกตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 การปฏิวัติรัสเซียไปจนถึงสงครามกลางเมืองต่างๆ ก็ได้เบียดบังความสนใจชาวโลกให้ลืมมันไปเกือบ 20 ปีเลยทีเดียว

อ่านต่อ

คนที่ฉลาดที่สุดในโลก

คนนี้เป็นคนที่ได้รับฉายาว่าเป็นนักวิทยาศาตร์ที่เก่งที่สุดในโลกต่อจาก ไอซ์สไต เลยทีเดียว
เขาชื่อ สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง

"ฮอว์กิง" พลิกแนวคิดเรื่อง "หลุมดำ" ที่เชื่อมากว่า 30 ปี

สตีเฟน ฮอว์กิง นักคณิตศาสตร์และนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เจ้าของทฤษฎีหลุมดำที่มีผู้เชื่อถือมากที่สุดในตอนนี้ กลับออกมาเผยข้อค้นพบใหม่ว่าตัวเขาคิดผิด
เอพี/รอยเตอร์ - " สตีเฟน ฮอว์กิง" เจ้าของทฤษฎี "หลุมดำ" ยอมรับสิ่งที่คิดมาตลอด 30 ปีเกี่ยวกับ“หลุมดำ” นั้นผิด หลังพบว่ามีบางอย่างสามารถเล็ดลอดออกมาได้แทนที่จะหายสูญเหมือนอย่างที่เคย ยืนยันมาตลอด ดังนั้นช่องทางย้อนอดีตของดาว และการทำนายอนาคตของจักรวาลจึงสว่างขึ้น

สตีเฟน ฮอว์กิง นักคณิตศาสตร์และนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เจ้าของผลงาน “ประวัติย่อของกาลเวลา” หรือ “A Brief History of Time” หนังสืออธิบายทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ว่าด้วยความเป็นไปของกาลเวลาและอวกาศ พร้อมทั้งภาวการณ์ทางฟิสิกส์ของ "หลุมดำ" ที่เชื่อถือกันมากที่สุดในโลกเวลานี้ เปิดเผยว่า ทั้งเขาและนักวิทยาศาสตร์อื่นๆ ต่างคิดผิดในเรื่องของหลุมดำ เพราะแท้ที่จริงแล้วหลุมดำได้อนุญาตให้ข้อมูลผ่านไปได้

“ผมได้คิดถึงปัญหานี้มากว่า 30 ปี และตอนนี้ก็สามารถหาคำตอบให้ได้แล้ว” ฮอว์กิงเปิดเผยเป็นครั้งแรกผ่านรายการนิวส์ไนท์ของสถานีโทรทัศน์บีบีซี เมื่อค่ำวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยระบุว่า “หลุม ดำสามารถปรากฏตัวเป็นรูปร่าง แต่ต่อมาก็จะเปิดเผยและปลดปล่อยข้อมูลออกมาว่ามีอะไรตกไปข้างในบ้าง นั่นจะทำให้เรามั่นใจได้ว่าอดีตที่ผ่านมาเป็นอย่างไร อีกทั้งยังสามารถทำนายอนาคตได้อีกด้วย”

ภาพจำลองหลุมดำที่ดูดทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเข้าไป และตามความคิดเดิมของฮอว์กิงคือไม่ยอมให้อะไรผ่านออกมาได้แม้แต่แสง
“หลุมดำ” หรือ Black Hole อาจเปรียบเสมือนดาวฤกษ์ที่ตายแล้ว ดาวที่จะกลายเป็นหลุมดำนั้นคือ ดาวที่มีแสงสว่างในตัวเอง เช่น ดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นก้อนก๊าซร้อนๆ ที่ลอยเคว้งคว้างอยู่ในอวกาศ โดยมีไฮโดรเจนและฮีเลียมเป็นองค์ประกอบหลัก พลังงานที่เราได้รับจากดวงอาทิตย์นั้น เกิดจากปฏิกริยานิวเคลียร์ที่ในแกนกลางของดาวและปฏิกริยานิวเคลียร์ที่ว่า นี้นอกจากจะให้แสงสว่างแล้ว ยังทำให้เกิดแรงดันมหาศาลจากภายในดาวซึ่งจะทำหน้าที่พยุงไม่ให้ดาวทั้งดวง เกิดการยุบตัวลง

ทั้งนี้ เมื่อเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่มีอยู่ถูกเผาใหม้หมดไปดาวจะเกิดการระเบิดอย่างรุนแรง ที่เรียกว่า "ซุปเปอร์โนวา" (Supernova) ผิวนอกของดาวจะระเบิดตัวกระจายอยู่รอบๆ ส่วนแกนกลางของดาวจะยุบตัวลงอย่างรวดเร็ว การยุบตัวนี้จะทำให้ดาวกลายสภาพเป็นหลุมดำได้ก็ต่อเมื่อดาวมีมวลมากขึ้นไป อีกเกินกว่าขีดจำกัด จนทำให้ดาวยุบตัวเองจนกลายเป็นจุดที่มีความหนาแน่นเป็นอนันต์ และเมื่อนั้นก็จะเกิดหลุมดำ ดาวดวงนั้นก็จะหายวับไปจากอวกาศ

เดิมทีนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าหลุมดำจะดูดทุกสรรพสิ่งเข้าไปโดยไม่ปลดปล่อยสิ่งใดออกมาเลยแม้แต่แสง อันเนื่องจากฮอว์กิงได้ปฏิวัติความคิดเรื่องการเกิดหลุมดำเมื่อปี 1976 ด้วยการแสดงผลการศึกษาที่ชี้ชัดว่า ด้วยทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัมว่า ทันทีที่หลุมดำก่อตัวขึ้นก็จะเริ่มปลดปล่อยพลังงานและมวลสารทั้งหลายออกมา ด้วยการ "ระเหิด" ฟุ้งกระจายไปทั่ว ฮอว์กิงสรุปไว้ในตอนนั้นว่า พลังงานและสสารที่ถูกปลดปล่อยออกมาจะไม่มี "ข้อมูล" ที่อาจบ่งชี้ถึงการเกิดและดับสูญของดวงดาวได้

“หลายๆ ต่อหลายคนก็ยังเชื่อว่ามีข้อมูลบางอย่างหลุดรอดออกมาจากหลุมดำได้ แต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่ามันจะออกมาได้อย่างไร” ฮอว์กิงกล่าว ก่อนที่จะประกาศ ว่าเขาสามารถไขปริศนาข้อนี้ได้แล้ว และเตรียมนำเสนอรายละเอียดเพื่ออธิบายเรื่องนี้ในที่ประชุมนานาชาติว่าด้วย ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปและแรงโน้มถ่วง ในวันที่ 21 ก.ค. ณ กรุงดับลิน ประเทศไอร์แลนด์

อย่างไรก็ดี เมื่อฮอว์กิงพิสูจน์ความเป็นจริงข้อนี้ได้ ก็จะทำให้แนวความคิดเดิมของเขาผิดพลาดโดยสิ้นเชิง และจะทำให้คิป ธอร์น นักทฤษฎีฟิสิกส์จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย ที่สนับสนุนทฤษฎีของฮอว์กิง แพ้เดิมพันจอห์น เพรสกิลล์ เพื่อนนักฟิสิกส์ร่วมสถาบันที่ค้านทฤษฎีนี้ นอกจากนั้นยังเป็นการเปิดทางไปสู่การไขปริศนาสำคัญเรื่องการเกิดและทำนายการ แตกดับของจักรวาลได้อีกด้วย

สตีเฟน ฮอว์กิง นักคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ชาวอังกฤษ ปัจจุบันอายุ 62 ปี ได้รับการยกย่องในวงการวิทยาศาสตร์ว่า เป็นนักทฤษฎีฟิสิกส์ที่ปราดเปรื่องที่สุดนับตั้งแต่ยุคของไอน์สไตน์ โดยใช้ชีวิตช่วง 30 ปีหลังศึกษาเกี่ยวกับหลุมดำโดยเฉพาะ เพื่อไขปริศนาของจักรวาล โดยได้เขียนหนังสือด้านวิทยาศาสตร์หลายเล่ม ซึ่งนอกจากเรื่อง “ประวัติย่อของกาลเวลา” จะเป็นเพชรน้ำเอกในวงการฟิสิกส์แล้ว เขายังมีหนังสือเด็ดอีก 2 เล่มนั่นก็คือ “Black Hole and Baby Universe” และ “จักรวาลในเปลือกนัท” (The Universe in a Nutshell)

วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2552

การจมและการลอย

ปลาวาฬสีน้ำเงินเป็นสัตว์ใหญ่ที่สุึดในโลกปัจุบันหากมันกลายเป็นสัตว์บกและมีขา ขาของมันจะต้องหักหมดเพราะรับน้ำหนักตัวไม่ไหว แต่มันสามารถเติบโตในทะเลได้และมีชีวิตอยู่ในทะเลได้เพราะน้ำช่วยพยุงรับน้ำหนักมหาศาลของมันไว้
ลองจับลูกปิงปองไว้ใต้น้ำแล้วปล่อย ทำไมมันจึงลอยลิ่วขึ้นสู่ผิวน้ำ ? เพราะมันเบากว่าน้ำที่อยู่รอบตัว น้ำช่วยรองรับน่ำหนักอันน้อยนิดของมันไว้